Wednesday, January 30, 2008

ข้อมูลบ้านประตูป่า

ข้อมูลบ้านประตูป่า
ชุมชนบ้านประตูป่า หรือที่ปรากฏในเมืองยองว่า "บ้านป่าม่วง" นับว่าเป็นชุมชนหลักขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญกับชาวยองอีกแห่งหนึ่ง และยังประกอบด้วยหมู่บ้านอื่นที่อพยพเข้ามา พร้อมกันเช่น บ้านหัวยาง บ้านบัว บ้านบาน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ปรากฏชื่ออยู่ในเมืองยองปัจจุบันนี้เช่นกัน จะสังเกตุเห็นว่าในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่มีหมู่บ้านที่นำเอาชื่อเดิมของหมู่บ้านในเมืองยองมาตั้งชื่อ หมู่บ้านที่อพยพเข้ามาอยู่หลายหมู่บ้าน สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะชาวยองเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าไม่ได้จากบ้านเกิดมา อีกทั้งบางส่วนอาจมีความคิดถึงบ้านจึงนำเอาชื่อหมู่บ้านเดิมมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านใหม่แทน ชุมชนวัดประตูป่า อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นชุมชนใหญ่ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์อันเป็นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง โดยมีวัดประตูป่าเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของผู้คนในชุมชน ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ราษฎรร้อยละ ๙๖ เป็นคนยองซึ่งอพยพมาจากเมืองยอง ร้อยละ ๒ เป็นคนเผ่าไตยวน (คนเมือง) ที่เหลือเป็นคนภาคอื่น ๆ หมู่บ้านแห่งนี้ผู้คนมีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยมีศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนยองซึ่งได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่ช้านาน แต่ในปัจจุบันนี้ สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและอิทธิพลของอารยธรรมวัฒนธรรมต่างชาติทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาสำคัญที่ตามมาคือสังคมขาดการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมอันดีงามและภูมิปัญญาของท้องถิ่น จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาของชุมชนวัดประตูป่าพบว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ ยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาของคนยอง ไม่รู้ประวัติท้องถิ่นหมู่บ้านของตนเอง ไม่รู้จักศิลปะและวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีตลอดจนภูมิปัญญาของท้องถิ่นอย่างถ่องแท้ ทำให้ไม่เห็นคุณค่า ไม่เกิดความรักความภูมิใจและความหวงแหน ซึ่งปัญหานี้หากไม่มีการป้องกันแก้ไขคาดว่าชุมชนแห่งนี้จะต้องพบกับความล่มสลายทางสังคม และวัฒนธรรมเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นอย่างแน่นอนการศึกษาประวัติศาสตร์ของชุมชนวัดประตูป่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องค้นหาความรู้ความจริงที่เป็นเหตุเป็นผลทางประวัติศาสตร์มาอ้างอิง ซึ่งก็ไม่ยากนักเพราะรอบ ๆ บริเวณที่ตั้งของชุมชนวัดประตูป่ามีร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเช่น ซากกู่โบราณ เช่น กู่อีปิ่น กู่บวกโก๋น กู่สันปู่ลี้ กู่สันป่าตอง และ ซากวัดร้างทางด้านตะวันออกของหมู่บ้านหัวยาง (สันบ่าไฮ่) และที่สำคัญวัดประตูป่าก็ได้สร้างใหม่ในบริเวณจากซากของวัดร้างดั้งเดิมซึ่งได้รับการพิสูจน์จาก นักโบราณคดีว่าเป็นวัดร่วมสมัยเดียวกับวัดร้างอื่น ๆ ในจังหวัดลำพูน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาควบคู่กับ นครหริปุญไชย (สมัยหลังเขียนเป็น หริภุญชัย หรือ หริภุญไชยตามสำเนียงไทยภาคกลาง) จากเหตุผลนี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่าในอดีตผืนแผ่นดินที่ตั้งของชุมชนวัดประตูป่า เคยเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรนครหริปุญไชยมาก่อน ดังนั้น การจะรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนวัดประตูป่าจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาเทียบเคียงหรือเปรียบเทียบกับ ประวัติศาสตร์ล้านนาไทยควบคู่กับคำบอกเล่าของผู้คนในอดีตจากการศึกษาหลักฐานที่ใช้อ้างอิงประวัติของจังหวัดลำพูนหรือนครหริปุญไชย เช่น ศิลาจารึกอักษรมอญโบราณที่จารึกขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ จำนวนมากถึง ๘ หลัก (อายุเก่าแก่กว่าจารึกลายสือไทสมัยสุโขทัยถึง ๓๐๐ ปี) เอกสารตำนาน เช่น ตำนานมูลศาสน จามเทวีวงศ์ พงศาวดารหริปุญไชย ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานเมืองเชียงใหม่ พงศาวดารเมืองโยนก พงศาวดารเมืองยอง พงศาวดารพม่า พงศวดารจีน พงศาวดารอยุธยา ฯลฯ ตลอดจน ซากวัดร้าง วิหารร้าง กู่ เจดีย์ พระพุทธรูป ศิลปะหัตกรรม การขุดแหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ ตลอดจนหนังสือเอกสารตำรา วิทยานิพนธ์ ของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ตลอดจนคำบอกเล่าของผู้คนในอดีต และจากการจัดเวทีชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆที่เป็นศรัทธาวัดประตูป่า เช่น หมู่บ้านประตูป่า หมู่บ้านหัวยาง หมู่บ้านหนองกออ้อ หมู่บ้านท่ากว้าง หมู่บ้านสันปู่ลี้ หมู่บ้านหนองมูล หมู่บ้านสันใจยา ทำให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วิวัฒน์การ ความเป็นมาของชุมชนวัดประตูป่าตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเรียงลำดับในการเข้าใจในประวัติและวิวัฒนาการ เช่น ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคก่อเกิดรัฐหริปุญไชย ยุคผนวกรวมแคว้นล้านนาไทย ยุคภายใต้การปกครองของพม่า ยุคผนวกรวมแคว้นสยาม(ยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง) และสุดท้ายยุคคนยองครองพื้นที่ (พ.ศ. ๒๓๔๘ - ๒๕๔๘) ซึ่งสรุปรายละเอียดได้ ดังนี้ชุมชนวัดประตูป่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ในอาณาบริเวณที่ราบลุ่มของจังหวัดลำพูนสันนิษฐานได้ว่า ในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาก่อน เพราะได้มีหลักฐานจากการขุดพบหลุมศพที่บ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน พบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องประดับ ขวานหิน ที่มีอายุราว ๔,๐๐๐ ปีมาแล้วซึ่งบ้านวังไฮกับชุมชนวัดประตูป่าอยู่ไม่ไกลกันมากนัก เป็นที่ราบมนุษย์สามารถเดินทางไปมาได้โดยสะดวกจากเหตุผลดังกล่าวสันนิษฐานได้ว่าดินแดนแห่งนี้จากเหตุผลดังกล่าว จึงสันนิษฐานได้ว่าดินแดนแห่งนี้อาจเป็นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ก็เป็นได้ (กำธร ; 1- 2)
ชุมชนวัดประตูป่ายุคก่อเกิดรัฐหริปุญไชยเป็นยุคที่ผู้คนได้พัฒนาขึ้นมีการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่ สามารถสร้างวัฒนธรรมอารยะธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี จนสามารถสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นได้ โดยมีสุเทวฤๅษี(วาสุเทพฤๅษี) และสุกกทนตฤาษีได้รวบรวมชนเผ่าลัวะ เผ่ามอญหรือเม็งคบุตร สร้างนครหริปุญไชยขึ้นระหว่างแม่น้ำสองสายคือ แม่น้ำปิงและแม่น้ำกวง ในปี พ.ศ. ๑,๒๐๐ และได้อัญเชิญ “เจ้าหญิงจามะเทวีศรีสุริยวงศ์ บรมขัติยนารี รัตนกัญญาละโว้บุรีราไชศวรรย์” ลูกสาวเศรษฐีชาวมอญ (เม็งหรือรามัญ) ซึ่งพระธิดาบุญธรรมของกษัตริย์เมืองละโว้ (จังหวัดลพบุรี) และเป็นพระมเหสีของเจ้าชายราม มาเป็นปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย พระนางจามะเทวีมีพระราชโอรสสองพระองค์ ทรงพระนามว่าพระมหันตยศ และพระอนัตยศ มีช้างทรงคู่บารมีชื่อช้างผู้ก่ำงาเขียว ในสมัยนี้ได้เกิดศึกสงครามระหว่างนครหริภุญไชยกับกองทัพของขุนหลวงมลังคะซึ่งเป็นชนเผ่าลัวะที่มีอำนาจ พระอนันตยศและพระมหันตยศได้ทรงช้างและนำกองทัพออกไปสู้รบนอกเมือง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจนได้รับชัยชนะ ขณะที่ออกศึกสงครามตำนานได้กล่าวว่ากองทัพของพระองค์ได้ตั้งรับข้าศึก และได้พักค้างแรมที่หมู่บ้านใกล้หนองน้ำแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ตั้งชุมชนวัดประตูป่าในปัจจุบันประมาณ 4 กิโลเมตร ต่อมาหมู่บ้านนี้ได้ชื่อว่าบ้านหนองค้างคืน ต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็นบ้านหนองช้างคืน และได้ให้แม่ทัพนายกองนำช้างไปล่ามไว้บริเวณที่ดอนสูงทางทิศเหนือของชุมชนวัดประตูป่าประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง เหตุผล เพราะช้างตัวใหญ่ถ้าติดหล่มจะออกยาก ทำให้ติดหล่มตายได้ ต่อมาหมู่บ้านนี้ได้ชื่อว่า บ้านล่ามช้าง ในรัชสมัยของพระนางจามะเทวีพระนางทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมป์จนเจริญรุ่งเรืองมีการสร้างวัดวาอารามทั้งในสมัยของพระนางและสมัยกษัตริย์องค์อื่น ที่ปกครองสืบต่อกันมาทั่วทุกหมู่บ้านทั้งในและนอกกำแพงนครหริภุญชัยหลายร้อยวัด ในราว พ.ศ. ๑,๔๔๐ พระเจ้าอาทิตยราชขึ้นครองราชย์ ได้ทรงสร้างเจดีย์พระบรมธาตุหริปุญไชยขึ้น ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งเพราะเป็นที่บรรจุอัฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นครหริภุญไชยเป็นเมืองประวัติศาสตร์เป็นนครรัฐที่เก่าแก่ที่สุดก่อนใครในภูมิภาค เป็นต้นแบบทางวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานอารยธรรมทุกด้านแก่อาณาจักรที่ก่อเกิดขึ้นในภายหลัง เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในภูมิภาคแถบนี้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จากเหตุผลดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่า บริเวณวัดร้างที่เป็นที่ตั้งของวัดประตูป่าในปัจจุบันตลอดจนวัดร้างกู่ต่างๆซึ่งอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน ที่รายรอบชุมชนวัดประตูป่าเคยเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองและเลื่อมใสนับถือพระพุทธศาสนามาก่อน (กำธร ;3 – 6)
ชุมชนวัดประตูป่ายุคผนวกรวมแคว้นล้านนาในปี พ.ศ. ๑,๘๑๐ ในสมัยของพยายีบา พ่อขุนเม็งรายเวียงชัยปราการยกกองทัพมาตีนครหริปุญไชยได้และสถาปนาให้อ้ายฟ้าอำมาตย์ที่เป็นไส้ศึกขึ้นครองราชย์แทน พ่อขุนเม็งรายได้เสด็จไปสร้างเมืองใหม่ชื่อ เวียงกุมกาม ใน พ.ศ. ๑,๘๒๙ แต่ถูกน้ำท่วม จึงย้ายไปสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ (เชียงใหม่) ในพ.ศ. ๑,๘๓๙ โดยมีพระสหายคือพ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยและพ่อขุนงำเมืองเจ้าเมืองพะเยามาช่วย และให้นครหริปุญไชยเป็นเมืองขึ้น ต่อมานครหริภุญชัยก็ทรุดโทรมกลายเป็นเมืองร้างอยู่หลายปี ต่อมาพระเมืองแก้วเจ้าผู้ครองนเชียงใหม่ องค์ที่ ๑๓ ได้มาบูรณะและสร้างนครหริปุญไชยขึ้นใหม่แคบกว่าเดิม ในยุคนี้ สัญนิษฐานได้ว่า ดินแดนชุมชนวัดประตูป่า ซึ่งเป็นหมู่บ้านในความปกครอง ของนครหริปุญไชยยุคใหม่ จึงรวมอยู่ในอาณาจักรนครพิงค์ หรือแคว้นล้านนาไทย แต่จะสรุปว่าเป็นหมู่บ้านร้างหรือไม่ยังไม่มีหลักฐานอ้างอิง (กำธร ;17 – 19) (พ.ต.ท. ; 11 – 12)
ชุมชนวัดประตูป่ายุคภายใต้การปกครองของพม่า (ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า)หลังจากที่นครหริปุญไชยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนครพิงค์หรืออาณาจักรล้านนาไทยซึ่งบางสมัย ก็ถูกกองทัพจากกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีและตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ต่อมาก็ถูกกองทัพจากพม่ายกทัพมาตีได้ทำให้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอีก ทำให้อาณาจักรล้านนาซึ่งมีดินแดนลำพูนและเชียงใหม่ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของแม่ทัพพม่าเป็นเวลานานหลายร้อยปี ทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมประเพณีของชาวล้านนาไทยผสมกลมกลืนกับของพม่าเป็นอย่างมาก แต่ในด้านภาษาของชาวล้านนาก็ยังเป็นตระกูลภาษาไทย (ไต) พูดคุยสื่อสารในชนเผ่าตระกูลภาษาไทยด้วยกันรู้เรื่อง เช่น ไทยลื้อ ไทยยอง (ไทยลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง) ไทยยวน (คนเมือง) ไทยน้อยอิสาน (ลาว) ไทยใหญ่(เงี๊ยว) และไทยน้อยภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกและภาคใต้ เป็นต้น นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานไว้ว่าสิ่งที่พม่าใช้เป็นสัญลักษณ์บังคับให้ผู้คนชาวล้านนาไทยอยู่ภายใต้การปกครองที่เห็นได้ชัด คือ - เครื่องหมาย ก๋าแล เป็นเครื่องหมายกากบาท เป็นรูปคล้ายนกกาจับอยู่บนหลังคาทำด้วยไม้ติดบนจั่วหลังคา บ้านไหนติดไว้เป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่า ยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ อยู่ในความปกครองของพม่า บ้านไหนไม่ยอมติด ก๋าแล แสดงว่าแข็งข้อไม่อ่อนน้อมอยู่ใต้บังคับ จะเดือดร้อนมีโทษถึงประหารชีวิตทั้งบ้าน - เครื่องหมาย หำยนต์ เป็นแผ่นไม้แกะสลักลงคาถาอาคม ใช้ติดบนประตูเข้าห้องนอน เนื่องจากพม่าหวาดระแวงเลยหลอกว่าให้ใช้ป้องกันภูตผีปีศาจ อันตรายต่าง ๆ ที่แท้เป็นเครื่องรางของขลังที่พม่าหลอกให้ติดไว้เพื่อข่มเจ้าของบ้าน เวลาลอดเข้า ออกเจ้าของบ้านที่มีของดีหรือคาถาอาคมจะเสื่อม หรือป้องกันมิให้ผู้มี บุญญาธิการ เก่งกล้าสามารถมาจุติหรือเกิดในบ้านหลังนั้นในราว พ.ศ. 2306 (โยนก ; 435 – 436) พม่าได้กวาดต้อนผู้คนพลเมืองใน เมืองเชียงใหม่และลำพูนไปกรุงอังวะเป็นจำนวนมาก ราว พ.ศ. 2308 เจ้าเมืองไชยเมืองลำพูน เจ้าเมืองลำพูน ยกกำลังกอบกู้เอกราช ขับไล่โป่อภัยคามินีแม่ทัพพม่าที่เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่หนีไปพม่า พ.ศ. 2309 อะแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่ายกทัพมาปราบเมืองลำพูน ทำให้ผู้คนที่เหลืออยู่ในลำพูนและเชียงใหม่ได้ถูกกดขี่ข่มเหงได้รับความเดือดร้อนจากการปกครองของพม่า มีการบังคับให้ผู้ชายสักขาดำและผู้หญิงเจาะหูใส่มวนลานตามอย่างพม่า ผู้คนจึงได้เริ่มอพยพหลบหนีเข้าไปอยู่ป่าเขา ซ่องสุมกำลังต่อต้านพม่า (โยนก ; 435 – 436) (สรัสวดี ; 252) จากข้อมูลนี้อาจทำให้สันนิษฐานได้ว่าผู้คนในชุมชนวัดประตูป่าในยุคนี้บางส่วนอาจถูกกวาดต้อนไปอยู่เมืองอังวะ หรืออาจอพยพหลบหนีไปอยู่ตามป่าเขา เพราะในยุคต่อมาผู้คนในชุมชนวัดประตูป่าที่เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมหรือไตยวน (ไทยโยนก) มีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนยอง (คนเมืองยอง) ซึ่งอพยพมาอยู่ใหม่
ชุมชนวัดประตูป่าในยุคผนวกเข้ากับอาณาจักรสยาม (ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง)ในปี พ.ศ. 2317 กองทัพจากกรุงธนบุรีร่วมกับกองกำลังของพญากาวิละและพญาจ่าบ้าน ได้ตีเมืองเชียงใหม่คืนจากพม่า พระเจ้าตากสินทรงแต่งตั้งพระยาจ่าบ้านเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ และทรงแต่งตั้งจักกายแดง (แชคคาย) เป็นเจ้าเมืองลำพูน และแต่งตั้งพญากาวิละเป็นเจ้าเมืองลำปาง ทำให้เมืองเชียงใหม่และลำพูนอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชขึ้นกับอาณาจักรสยามสมัยกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง (โยนก ; 234 - 244 , สรัสวดี ; 253 - 263)ในปี พ.ศ. 2535 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แต่งตั้งพระยากาวิละขึ้นเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองเชียงใหม่ แต่เมืองเชียงใหม่และลำพูนในครั้งนี้เป็นเมืองร้างไร้ผู้คนที่จะช่วยฟื้นฟูพัฒนาและป้องกันบ้านเมือง เพราะเนื่องจากถูกกวาดต้อนไปพม่าหลายครั้งและบางส่วนได้อพยพหลบหนีภัยสงครามเข้าไปอาศัยอยู่ตามป่าเขา หรือบ้านอื่นเมืองอื่น พระเจ้ากาวิละได้ใช้นโยบายเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เพื่อรวบรวมกวาดต้อนอพยพผู้คนจากหัวเมืองต่าง ๆ ในดินแดนล้านนาไทยและหัวเมืองที่ไกลออกไป เพื่อมาเป็นไพร่พลเมืองในการฟื้นฟูบ้านเมืองที่รกร้างว่างเปล่าต่อไป เช่น เมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองกาย เมืองซัน เมืองวะ เมืองเชียงขาง เมืองลวง เมืองหุน เมืองแซ เมืองฮาย เมืองออ เมืองเจื่อง เมืองท่าล้อ เมืองพาน เมืองม้า เมืองของ เมืองวัง เมืองมาง เมืองขาง เมืองงาด เมืองงึม เมืองเสี้ยว เมืองสิบสองปันนาเชียงรุ่ง (แสวง ; 90 - 91) ภายใต้นโยบายการกวาดต้อนผู้คนครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ล้านนาไทย ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่และลำพูนของกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ โดยกำหนดประเภทของไพร่ที่ถูกกวาดต้อนมา พวกที่เป็นช่างมีฝีมือจะกำหนดให้อยู่ในเมือง คนที่ถูกอพยพมาจะยกมาเป็นกลุ่มเมืองหรือมาแบบเทครัว เมื่อมาตั้งถิ่นฐานใหม่ส่วนใหญ่ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อบ้านเมืองเดิมที่อพยพมา บางส่วนก็ตั้งชื่อตามทำเลที่ตั้งใหม่ สำหรับคนยองได้ถูกกำหนดให้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองลำพูนตำนานเมืองยองได้กล่าวถึงการถูกต่อต้านที่เมืองยอง ด้วยกำลังพลของเมืองยองมีประมาณ 10,000 คน ปืนใหญ่ 1,000 กระบอก ได้ต่อสู้เพื่อป้องกันเมืองยองได้ 3 วันติดต่อกัน จึงพ่ายแพ้แก่กองทัพเชียงใหม่ ชึ่งนำทัพโดยอุปราชธรรมลังกาและเจ้าบุรีรัตน์คำฝั้น พร้อมด้วยกองทัพจากเมืองเชียงตุง รวมประมาณ 20,000 คน (สรัสวดี ; 268 - 270 , แสวง ; 87 - 89)พ.ศ. 2438 เป็นปีที่คนยองได้อพยพมาอยู่เมืองลำพูน พระยาบุรีรัตน์คำฝั้น เจ้าเมืองลำพูนซึ่งเป็นพระอนุชาพระเจ้ากาวิละ ได้อพยพคนยองประมาณ 10,000 คนมาอยู่เมืองลำพูนโดยโปรดให้พญามหิยังคบุรีเจ้าเมืองยองและอนุชาอีก 3 องค์ ตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านเวียงยองริมฝั่งแม่น้ำกวงตรงข้ามกับตัวเมืองลำพูนและมอบอำนาจให้ปกครองดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนชาวยองด้วย ส่วนชาวยองหมู่บ้านต่าง ๆ ให้แยกย้ายกันเลือกทำเลตั้งบ้านเรือนตามแนวลำน้ำที่เหมาะสมในการทำการเกษตรกรรมเป็นสำคัญ เช่น ในเขตลุ่มน้ำปิง ได้แก่ บ้านประตูป่า บ้านริมปิง บ้านหลุก บ้านบัว บ้านบาน ในเขตลุ่มน้ำแม่กวง ได้แก่ บ้านเวียงยอง บ้านยู้ บ้านหลวย บ้านตอง ในเขตลุ่มน้ำแม่สาร ได้แก่บ้านป่าขาม บ้านสันป่าสัก บ้านสันคะยอม ในเขตลุ่มน้ำทาได้แก่บ้านป่าซาง บ้านสบทา บ้านฉางข้าวน้อย บ้านแซม บ้านสะปุ๋ง บ้านหวาย ภายหลังได้ขยายตัวไปสู่เขตพื้นที่ลุ่มต้นน้ำทา น้ำลี้ (แสวง ; 90 - 122)
ชุมชนวัดประตูป่ายุคคนยองครองพื้นที่ (พ.ศ. 2348 - ปัจจุบัน)ชุมชนวัดประตูป่าในยุคนี้มีประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการความเป็นมาในด้านต่าง ๆ ที่ มีหลักฐานอ้างอิง ได้ชัดเจน เป็นยุคที่ราษฎรในชุมชนเกือบทั้งหมดสืบเชื้อสายมาจากคนยองที่อพยพมาจากเมืองยอง ได้สร้างวัดประตูป่าเป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ได้มีการสร้างหมู่บ้านรายล้อมเป็นศรัทธาวัดประตูป่า เป็นชุมชนย่อยหลายหมู่บ้าน เช่นบ้านประตูป่า บ้านหนองมูล บ้านหนองกออ้อ บ้านท่ากว้าง บ้านหัวยาง (บ้านบาน) บ้านสันใจยา เป็นต้น ซึ่งวัดประตูป่า และแต่ละหมู่บ้านดังกล่าวก็มีประวัติและวิวัฒนาการความเป็นมาที่น่าสนใจ พอสรุปรายละเอียดในแต่ละประเด็นหัวข้อ ได้ดังนี้


ประวัติวัดประตูป่า (ป่าม่วงจุมหัวเวียงหละปูน)วัดประตูป่า (ป่าม่วงจุมหัวเวียงหละปูน) ตั้งอยู่เลขที่ ๙๕ หมู่ที่ ๔ ตำบลประตูป่าอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ ๑๙ ไร่ ๑ งาน ๗๐ ตารางวา วัดประตูป่าสร้างราวปี พ.ศ. ๒๓๐๑ ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๐๐ พม่าได้ยกทัพมาตีเมืองเหนือ เจ้านายฝ่ายในนครหริภุญชัยหรือเมืองหละปูน (ปัจจุบันคือจังหวัดลำพูน) และชาวบ้านได้อพยพหลบภัยมาอยู่แถบบริเวณปากลำเหมืองไม้แดง เหนือเวียงหละปูนและได้สร้างวัดขึ้นมา หลังจากนั้นในปี พ.ศ.๒๓๔๘ มีผู้คนอพยพมาจากเมืองยอง โดยมีพระเถระชื่อครูบาเหล็กเป็นประธาน ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ครูบาเหล็กเป็นเจ้าอาวาส และชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกต้นมะม่วง (ซึ่งนำมาเป็นเสบียง) ไว้รอบวัดและหมู่บ้านประมาณหลายร้อยต้น เพื่อเป็นหลักฐานไว้คู่หมู่บ้าน และคนยองที่อพยพมาจากเมืองยอง (ปัจจุบันเมืองยองมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งอยู่ในประเทศพม่า) ส่วนมากเป็นผู้คนที่มาจากหมู่บ้านประตูป่า จึงได้นำชื่อหมู่บ้านเมาตั้งชื่อดังเดิม ประกอบกับต้นมะม่วงที่ปลูกไว้เติบโตขึ้น ชาวบ้านจึงเรียกชื่อหมู่บ้านว่า บ้านประตูป่า ป่าม่วงจุมหัวเวียงหละปูน หรือป่าม่วงหลวง โดยมีชื่อมะม่วงพันธุ์พื้นเมืองมากมายหลายชนิดตามที่ผู้เฒ่า ผู้แก่เรียกขาน คือ มะม่วงคำ, ขี้ยา , จี้ฮีต , ม้า, ตับเต่า , รอสอ , ตอง , ฝ้าย ซึ่งปัจจุบันต้นมะม่วงอายุกว่า ๒๔๐ กว่าปียังมีให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่คู่กับหมู่บ้าน เหลือประมาณ ๑๐ กว่าต้น บริเวณทิศเหนือของวัดตรงหน้าโรงเรียนบ้านประตูป่า
สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ขนาดที่ตั้ง อาณาเขตติดต่อ ชุมชนวัดประตูป่าเป็นชุมชนที่มีวัดประตูป่าเป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจทางด้านศาสนา ด้านศิลปะประเพณีและวัฒนธรรม ชุมชนวัดประตูป่าประกอบด้วยหลายหมู่บ้านรวมกัน ดังนี้ 1) หมู่บ้านที่อยู่ในตำบลประตูป่า อำเภอเมืองลำพูน ได้แก่- หมู่ที่ 4 หมู่บ้านประตูป่า -. หมู่ที่ 4 หมู่บ้านหนองมูล- หมู่ที่ 3 หมู่บ้านหนองกออ้อ- หมู่ที่ 5 หมู่บ้านท่ากว้าง- หมู่ที่ 5 หมู่บ้านสันปู่ลี้ - หมู่ที่ 9 หมู่บ้านสันใจยา2) หมู่บ้านที่อยู่ในตำบลในตำบลเหมืองง่า อำเภอเมืองลำพูน ได้แก่- หมู่ที่ 9 หมู่บ้านหัวยาง บ้านบาน - หมู่ที่ 9 หมู่บ้านจัดสรรโครงการต่าง ๆชุมชนวัดประตูป่า ตั้งอยู่ในตำบลประตูป่าและตำบลเหมืองง่า ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวจังหวัดลำพูนประมาณ 5 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ระยะทางประมาณ 689 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ทิศเหนือ ติดกับ เขตหมู่บ้านล่ามช้าง ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน บ้านเกาะทราย บ้านหลุก ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนทิศใต้ ติดกับ เขตหมู่บ้านต้นแงะ บ้านสันหัววัว ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนทิศตะวันออก ติดกับ ทุ่งนาเขตหมู่บ้าน เหมืองง่า ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนทิศตะวันตกติดกับ เขตหมู่บ้านศรีสุพรรณ หมู่บ้านชัยชนะ หมู่บ้านล่ามช้าง ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ด้านการเมืองและการปกครองในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ศูนย์กลางของอำนาจ อยู่ที่พระมหากษัตริย์ ทางกรุงเทพ ฯ ได้มอบอำนาจการปกครองหัวเมืองประเทศราชให้กับเจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่มอบอำนาจการปกครองต่อให้กับเจ้าเมืองลำพูน เจ้าเมืองลำพูนมอบอำนาจให้กับเจ้ายองปกครองดูแลและเก็บภาษีรายได้จากคนยองในสังกัด และเจ้ายองได้มอบอำนาจการปกครองชุมชนหมู่บ้านให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่า แก่บ้าน ชุมชนวัดประตูป่ามีการปกครองโดยหัวหน้าหมู่บ้านเรียกว่า แก่บ้าน ทำการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ใช้หลักคุณธรรมจริยธรรมทางพระพุทธศาสนา ในการปกครองและตัดสินคดีความภายในหมู่บ้าน สำหรับเรื่องร้ายแรงที่เหนืออำนาจตัดสินใจ จะส่งเรื่องให้หน่วยเหนือตามลำดับ ยุคสมัยปฏิรูประบบราชการ เริ่มในสมัยรัชการที่ 5 เริ่มมีการจัดตั้งกระทรวงทบวงกรมหัวเมืองประเทศราชเชียงใหม่ ลำพูน ทางกรุงเทพมีการแต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งเทศาภิบาล มลฑลพายัพ มาดูปกครองดูแลการบริหารงานของเจ้าเมืองต่าง ๆ และกำหนดให้มีการแต่งตั้งกำนัน ดูแลระดับตำบล และผู้ใหญ่บ้านยุคสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. 2475 มีการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นแม่บทในการบริหารประเทศ มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติ มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ทำหน้าบริหารประเทศ การยกเลิกระบบเจ้าเมืองลำพูน มีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจัดหวัดบริหารราชการระดับจังหวัด นายอำเภอเป็นหัวหน้าบริหารราชการระดับอำเภอ กำนันบริหารระดับตำบล ผู้ใหญ่บ้านบริหารระดับหมู่บ้านยุคสมัยปัจจุบันชุมชนวัดประตูป่ามีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนี้1 ประมุขของชาติ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงค์จักรี2 นายกรัฐมนตรี คือ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร3 สมาชิกวุฒิสภา คือ นายสันติ เทพมณี4 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 คือ นางสาวอาภาภรณ์ พุทธปวน5. กำนันตำบลประตูป่า (ในสมัยก่อนเรียกว่า “แคว่น” ) ได้ปกครองตามลำดับดังนี้5.1 นายคำ (ยัก)5.2 นายยวง มะโนวรรณา5.3 นายคำขา เทพา5.4 นายสิงห์ ณ ลำพูน5.5 นายมา ผุสดี5.6 นายอิ่น แก้วกว้าง5.7 นายดำ โยธา5.8 นายสุดใจ ทิพย์พิงค์5.9 นายอินทร อินทร์ชัย5.10 นายบุญมี คันธาทอง5.11 นายสมบูรณ์ สิติวรรณา คนปัจจุบัน6. ชุมชนประตูป่ามีเขตการปกครอง แยกเป็นหมู่บ้าน ดังนี้1) บ้านประตูป่า บ้านหนองมูล บ้านสันใจยา หมู่ที่ 4 ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนมีผู้ใหญ่บ้าน (แก่บ้านหรือ พ่อหลวง) เป็นหัวหน้าปกครอง เรียงตามลำดับ ดังนี้1. นายมอย ไม่ทราบนามสกุล2. นายพิ้ง ศรีวรรณา3. นายแก้ว ภิญโญจิตร4. นายตุ้ย เขียววรรณา5. นายคำขา เทพา6. นายมอย ปันธิวรรณา7. นายแปง มาวะนา8. นายสุดใจ ทิพย์พิงค์9. นายจักร ปันธิวรรณา10. นายประเวศน์ ทิพยนิจ11. นายสมบูรณ์ สิติวรรณาส่วนสมาชิกสภาองค์การส่วนบริหารส่วนตำบลประจำหมู่บ้านเรียงตามลำดับดังนี้ 1. นายประเวศน์ ทิพยนิจ2. นางอัมพร สุทธิรักษ์3. นางสุนีย์ สุทธรังสี4. นายอินหวัน จันตาราม2) บ้านหัวยาง บ้านฮิลล์ไชด์โฮม หมู่ที่ 9 ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนมีผู้ใหญ่บ้าน (แก่บ้านหรือ พ่อหลวง) เป็นหัวหน้าปกครอง เรียงตามลำดับ ดังนี้1. นายอ้าย มะโนวรรณา2. นายอิ่นแก้ว มะโนวรรณา3. นายปัน มะโนวรรณา (เป็นกำนันตำบลเหมืองง่า)4. นายบุญรัตน์ มะโนวรรณา5. นายคำมูล อ้วนวรรณา6. นายสุวรรณ ปินตาธรรม7. นายศรีนวล ศรีวรรณา คนปัจจุบันส่วนตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การส่วนบริหารส่วนตำบลประจำหมู่บ้านเรียงตามลำดับดังนี้ 1. นางวิบูลย์พร กล่อมสุนทร2. นางพรชัย อ้วนวรรณา3. นายคะนอง กัลละหะ (ปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเหมืองง่า) 3) บ้านหนองกออ้อ หมู่ที่ 3 ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน มีผู้ใหญ่บ้าน (แก่บ้านหรือ พ่อหลวง) เป็นหัวหน้าปกครอง เรียงตามลำดับ ดังนี้1. นายยวง มะโนวรรณา2. นายปวน สิติวรรณา3. นายทา ปัญจบุรี4. นายประทีป อุตรธานี5. นายสม พิงค์ทร6. นายบุญมี คันธาทอง (ได้เป็นกำนัน ตำบลประตูป่า)7. นายจำนง แก้วบุญเรืองส่วนตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การส่วนบริหารส่วนตำบลประจำหมู่บ้านเรียงตามลำดับดังนี้ 1. นายคำจันทร์ ขันอ้าย2. นายจรัล ศรีวงค์วรรณ3. นายสมพล ปาละวันนา4) บ้านท่ากว้าง หมู่ที่ 5 ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนมีผู้ใหญ่บ้าน (แก่บ้านหรือ พ่อหลวง) เป็นหัวหน้าปกครอง เรียงตามลำดับ ดังนี้1. นายศรี จินาศรีพูล2. นายสม กาวินา3. นายอิ่นแก้ว กัลละหะ4. นายนิพนธ์ ศรีวิติ๊บส่วนสมาชิกสภาองค์การส่วนบริหารส่วนตำบลประจำหมู่บ้านเรียงตามลำดับดังนี้ 1. นายไพรินทร์ ณ วันนา2. นายอิ่นแก้ว กัลละหะ
ลักษณะภูมิประเทศชุมชนวัดประตูป่ามีลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำชลประทานแม่ปิง ซึ่งมีสาขาแม่น้ำลำคลอง ไหลผ่านเพื่อหล่อเลี้ยงในพื้นที่ ดังนี้3.1 ลำคลองชลประทานแม่ปิงเก่า ต้นลำคลองอยู่ที่ฝายทดน้ำชลประทานแม่ปิง ตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุด ในการผันน้ำเข้าหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตร ที่สมบูรณ์ที่สุดของจังหวัดลำพูน3.2 ลำเหมืองไม้แดง ต้นน้ำอยู่ที่ฝายทดน้ำที่ 5 บ้านหนองมูล ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เป็นคลองชลประทานที่ผันน้ำหล่อเลี้ยงทุ่งหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ทางการเกษตรที่สำคัญของชุมชนวัดประตูป่าและตำบลใกล้เคียง3.3 ลำเหมืองเหยี่ยน ต้นน้ำอยู่ที่ ตำบลหนองช้างคืนไหลผ่านตำบลเหมืองง่า มาบรรจบกับลำเหมืองไม้แดง เป็นเหมืองสำหรับระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก เพราะอยู่ในที่ลุ่มกลางทุ่งนา4. ลักษณะภูมิอากาศชุมชนวัดประตูป่า ตั้งอยู่ในจังหวัดลำพูน ซึ่งอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเซีย จึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านทะเลและมหาสมุทรอินเดียนำเอาฝนมาตกในฤดูฝนและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่านประเทศจีน นำเอาความแห้งแล้งและความหนาวเย็นมาให้ในฤดูหนาว นอกจากนี้มักจะมีพายุหมุนเขตร้อนเป็นบางครั้ง เช่น พายุดีเปรสชั่นเคลื่อนที่พัดผ่านมาเป็นครั้งคราวในช่วงฤดูฝน พายุฝนฟ้าคะนองซึ่งเกิดจากความกดอากาศแปรปรวนทำให้มีลมกรรโชกแรงเป็นครั้งคราวหรือมีลูกเห็บตกร่วมด้วย ฤดูกาลของชุมชนวัดประตูป่า พิจารณาตามลักษณะลมฟ้าอากาศของภาคเหนือประเทศไทย แบ่งออกเป็น 3 ฤดู ดังนี้ 4.1 ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีลมมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน ทำให้มีอากาศหนาวเย็นทั่วไป เดือนที่มีอากาศหนาวจัดคือ เดือน ธันวาคมและมกราคม4.2 ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ระยะนี้เป็นช่วงว่างของฤดูมรสุม อากาศจะร้อนอบอ้าวทั่วไปเดือนเมษายนจะมีอากาศร้อนที่สุด4.3 ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ อากาศจะชุ่มชื้นและมีฝนซุกโดยเฉพาะเดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือเดือน สิงหาคมในด้านอุณหภูมิ เนื่องจากชุมชนวัดประตูป่าเป็นพื้นที่ราบ ทำให้อากาศร้อนอบอ้าวในฤดูร้อนและร้อนชื้นในฤดูฝน เคยร้อนสูงสุดวัดได้ 42.6 องศาเซนเซียส ฤดูร้อนเฉลี่ย 30.37 องศาเซนเซียส ฤดูหนาว ต่ำสุด 11.8 องศาเซนเชียส เฉลี่ย 21.63 เซนเซียส ฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ย 28.43 องศาเซนเชียสในด้านปริมาณน้ำฝนอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย โดยประมาณ 1,084 ลูกบาศก์มิลลิเมตร ต่อปี และฝนตกเฉลี่ยประมาณ 109 วันในด้านลมพัดผ่าน มีลมพัดผ่านประจำตลอดปี ดังนี้ เดือน ตุลาคมและพฤศจิกายน จะเป็นลมทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 1 - 2 กิโลเมตร / ชั่วโมง ธันวาคมและมกราคม จะเป็นลมทิศตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็วเฉลี่ย 1 - 2 กิโลเมตร / ต่อชั่วโมง เดือนมีนาคมถึงกันยายน จะเป็นลมทิศตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็วลมเฉลี่ย 2 - 6 กิโลเมตร / ชั่วโมง กำลังลมสูงสุดที่เคยตรวจวัดได้ในฤดูกาลต่าง ๆ มีดังนี้ ฤดูหนาวเคยตรวจลมสูงสุดได้ 46 กิโลเมตร / ชั่วโมง ฤดูร้อนเคยตรวจลมสูงสุดวัดได้ 93 กิโลเมตร / ชั่วโมง ส่วนฤดูฝนเคยตรวจวัดได้สูงสุด 80 กิโลเมตร / ชั่วโมงในด้านพายุหมุนเขตร้อน ที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นพายุดีเปรสชั่น ที่ก่อตัวในทะเลจีน ส่วนใหญ่จะอ่อนกำลังลงแล้ว ทำให้มีฝนตกหนักมีลมกรรโชกแรงแต่ก็ไม่ถึงกับทำให้น้ำท่วม พายุที่มักจะทำให้บ้านเรือนและสวนผลไม้เสียหายคือพายุฤดูร้อนที่เกิดจากความกดอากาศแปรปรวน และพายุลูกเห็บ ซึ่งนาน ๆ จะเกิดเป็นบางครั้งด้านการคมนาคมขนส่งและการสื่อสารการคมนาคมขนส่งการคมนาคม การเดินทางจากหมู่บ้านชุมชนวัดประตูป่ากับตัวเมืองลำพูนหรือต่างอำเภอ ต่างจังหวัดทำได้หลายวิธี หลายเส้นทาง ถนนสายหลัก คือ 1) ถนนหนองมูล - หนองเส้ง ใช้เดินทางไปตัวจังหวัดลำพูนและ ไปต่างจังหวัด2) ถนนประตูป่า - เหมืองง่า ใช้เดินทางไปตัวจังหวัดลำพูนและ ต่างจังหวัด3) ถนนริมปิง - ป่าเห็ว ใช้เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ในการเดินทางไปต่างจังหวัดหรือไปกรุงเทพมหานคร สามารถเดินทางได้วิธี ดังนี้- ทางรถยนต์โดยสารที่บริษัทขนส่งจำกัด หรือนั่งรถของบริษัทท่องเที่ยวซึ่งสามารถเดินทางจากชุมชนวัดประตูป่าไปถึงสถานีขนส่งลำพูน ประมาณ 7 กิโลเมตร- ทางรถไฟ สามารถเดินทางจากชุมชนประตูป่าไปขึ้นรถไฟที่สถานรถไฟลำพูน ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร- ทางอากาศ ระยะทางจากชุมชนวัดประตูป่าไปขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ประมาณ 30 กิโลเมตร- สำหรับการคมนาคมทางน้ำไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันด้านการสื่อสารมีการบริการในด้านการสื่อสารดังนี้1) การไปรษณีย์โทรเลข มีบริการสำนักงานไปรษณีโทรเลขที่ใกล้ชุมชนวัดประตูป่า อยู่ 2 แห่ง คือ- ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขจังหวัดลำพูนอยู่ห่างจากชุมชนวัดประตูป่า ระยะทาง ประมาณ 4 กิโลเมตร- ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขอุโมงค์ อยู่ห่างจากชุมชนวัดประตูป่า ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร- มีตู้ไปรษณีย์ประจำชุมชน ตั้งอยู่หน้าวัดประตูป่า2) การโทรศัพท์ ชุมชนวัดประตูป่ามีบริการทางโทรศัพท์ ดังนี้- โทรศัพท์บ้าน ขององค์การโทรศัพท์ และ ทีทีแอนด์ที- โทรศัพท์สาธารณะ บริการหน้าวัดประตูป่า บ้านหนองมูล- โทรศัพท็มือถือ สามารถใช้เครือข่ายของวันทูคอล ค่ายดีแทกซ์ และค่าย จีเอสเอม และค่ายอื่น ๆ6. ด้านประชากร จำนวนครัวเรือน เชื้อชาติ ศาสนาชุมชนวัดประตูป่ามีจำนวนประชากรและครัวเรือนแยกตามหมู่บ้าน ดังนี้6.1 หมู่ที่ 4 บ้านประตูป่า - หนองมูล จำนวน 269 หลังคาเรือน ประชากร 943 คน6.2 หมู่ที่ 9 บ้านสันใจยา จำนวน 73 หลังคา ประชากร 214 คน6.3 หมู่ที่ 5 บ้านท่ากว้าง จำนวน 20 หลังคา ประชากร 59 คน6.4 หมู่ที่ 3 บ้านหนองกออ้อ จำนวน 73 หลังคา ประชากร 214 คน6.5 บ้านหัวยาง บ้านบาน จำนวน 287 หลังคา ประชากร 771 คนประชากรสัญชาติไทย ร้อยละ 90 เป็นคนยอง พูดภาษายอง ร้อยละ 8 เป็นคนเมือง พูดภาษาคำเมืองหรือภาษาไตยวน นอกนั้นเป็นคนไทยภาคกลางหรือภาคอื่น ๆ อพยพเข้ามาอยู่ใหม่ด้านศาสนา ร้อยละ 100 นับถือศาสนาพุทธ โดยมีวัดประตูป่าเป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติกิจกรรมทางพุทธศาสนา
ด้านการสาธารณูปโภคการไฟฟ้าชุมชนประตูป่ามีไฟฟ้าใช้ครบทุกครัวเรือนอย่างเพียงพอ และยังมี บริการไฟฟ้าราคาประหยัดเพื่อการเกษตร หน่วยงานที่บริการไฟฟ้าคือ สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดลำพูน และได้ไฟฟ้ามาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ซึ่งมีโรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำที่เขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหิน อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปางการประปาชุมชนวัดประตูป่าทุกหมู่บ้านมีระบบประปาใช้ครบทุกครัวเรียน โดยการสนับสนุนงบประมาณการสร้างระบบประปาหมู่บ้านจากกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข และประปาหมู่บ้าน จากกระทรวงมหาดไทย มีการบริหารกันภายในหมู่บ้านในรูปของคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน มีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย จากเจ้าหน้าที่กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข เป็นประจำทุกปีด้านการสาธารณสุขชุมชนวัดประตูป่าทุกหมู่บ้านมีการจัดการด้านการสาธารณสุข และการเฝ้าระวังโรคติดต่ออย่างเป็นระบบ โดยมีองค์กรอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รับผิดชอบร่วมกับเจ้าหน้าที่อนามัยหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำตำบล โดยจัดให้มีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น1. กิจกรรมการรณรงค์ป้องกันไข้เลือดออก เช่น ฉีดพ่นหมอกควันทุกบ้านการใส่ทรายอะเบท 2. การตรวจสุขภาพประจำปีและการรักษาโรคทั่วไป ของสถานีอนามัยตำบลประตูป่าซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนวัดประตูป่า ระยะทาง 2 กิโลเมตร3. การรักษาโรคตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ของโรงพยาบาลลำพูน ซึ่งอยู่ห่างจากชุมชนวัดประตูป่า ระยะทาง 5 กิโลเมตร 4. กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ5. กิจกรรมเต้นแอโรบิค ส่งเสริมสุขภาพด้านอาชีพและเศรษฐกิจประชาชนที่อยู่ในชุมชนวัดประตูป่า ประกอบอาชีพที่หลากหลาย ตามความถนัดความสนใจ และสภาพความเหมาะสมความพร้อมของแต่ละครอบครัว ดังนี้1. อาชีพเกษตรกรรม เนื่องพื้นที่นาที่สวนเป็นที่ราบลุ่ม ดิน น้ำอุดมสมบูรณ์ จึงเหมาะแก่การเกษตรกรรม ราษฎรส่วนใหญ่จึงทำสวนลำไยเป็นอาชีพหลัก สมัยก่อนจะ ทำนาทำสวน ทำไร่ ต่อมาลำไยเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้ดีกว่า จึงเลิกการทำนากันเกือบหมดหันมาปลูกลำไยแทน แต่ก็ยังมีการทำสวนผักผสมผสานกันบ้าง เช่น ปลูกผักกาด ผักบุ้ง ผักคะน้า ผักชี ต้นหอม และผักอื่นๆ ตามฤดูกาล สามารถทำรายได้ดีพอสมควรเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างสันติสุข และสามารถส่งไปขายในตลาดในเมือง ปัจจุบันการทำสวนลำไยเริ่มมีปัญหาผลิตราคาตกต่ำ ปัญหาสารพิษตกค้าง และมลภาวะเป็นพิษ ราษฎรที่เป็นเกษตรกรเริ่มมีปัญหาด้านเศรษฐกิจแต่ละครอบครัวมีหนี้สินกับธนาคาร สหกรณ์ และกองทุนเงินล้านประจำหมู่บ้านเป็นจำนวนมาก2. อาชีพค้าขาย ราษฎรบางส่วนนอกจากจะมีสวนลำไยเป็นของตนเองแล้วยังประกอบอาชีพ ค้าขายเป็นทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม เช่น การค้าขายพืชผลทางการเกษตร เช่น ลำไย พืชผัก ผลไม้ ขายของชำ ขายอาหาร เครื่องดื่ม ในหมู่บ้านจะมีตลาดนัดประจำวัน อังคาร ตลอดวัน และตลาดสดเปิดตลอดวันทุกวัน3. อาชีพอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรือภายในครัวเรือน มีไม่ค่อยมาก เช่น โรงงานอบลำไยแห้ง โรงงานคัดแยกทำกระเทียมสำเร็จรูป โรงงานดองผักผลไม้ หน่อไม้ โรงงานทำถุงมือ เป็นต้น4. อาชีพหัตถกรรม เป็นการผลิตเครื่องใช้สอยโดยใช้ฝีมือทำกันภายในครัวเรือนในลักษณะของ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การจักสานเครื่องใช้ การทำกระบวย การถักแห ถักยอ ทำหมวกใบลาน การปั้นเครื่องเชรามิค เป็นต้น5. อาชีพบริการ ในชุมชนมีราษฎรประกอบอาชีพบริการหลายประเภท เช่น ช่างตัดผม ช่าง ตัดเย็บเสื้อผ้า ช่างซ่อมไฟฟ้า ช่างประปา ช่างซ่อมเครื่องยนต์ รับจ้างซักผ้า รับจ้างพ่นยาฆ่าแมลง พนักงานขับรถ รับจ้างทั่วไป6. อาชีพพนักงานเช่น ไปทำงานเป็นพนักงานสถานประกอบการในเมือง หรือนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 45 ปี7. อาชีพครู มีทั้งครูโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน แต่มีไม่มากหมู่บ้านละ ประมาณ 1 - 2 คน8. อาชีพรับราชการเช่น ตำรวจ ทหาร พยาบาล อื่น ๆ ซึ่งอาชีพรับราชการมีค่อนข้างน้อยมากด้านการศึกษาประชาชนในชุมชนอายุ 40 ปี ขึ้นไปส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อายุ 15 - 39 ส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สถานศึกษาที่ให้การศึกษา มีดังนี้1. สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนเข้าโรงเรียนบ้านหัวยาง2. โรงเรียนบ้านประตูป่า ให้การศึกษาระดับก่อนปฐมวัย จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 63. นักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านประตูป่า สามารถไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 ที่โรงเรียน- จักรคำคณาทร ระยะทาง 3 กิโลเมตร- ส่วนบุญโญปถัมป์ ระยะทาง 5 กิโลเมตร- ศรีสุพรรณ ระยะทาง 2 กิโลเมตร- อุโมงค์วิทยคม ระยะทาง 7 กิโลเมตร4. ระดับอุดมศึกษา ได้แก่- วิทยาลัยเทคนิคลำพูน ระยะทาง 5 กิโลเมตร- วิทยาลัยเกษตรกรรมลำพูน ระยะทาง 15 กิโลเมตร- วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ระยะทาง 10 กิโลเมตร- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะทาง 30 กิโลเมตร- มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ระยะทาง 30 กิโลเมตร- มหาวิทยาลัยพายัพ ระยะทาง 25 กิโลเมตร- มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ระยะทาง 40 กิโลเมตร- สถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานครสรุปองค์ความรู้จากการศึกษาด้านวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมในชุมชนวัดประตูป่า อ.เมือง จ.ลำพูน…………………………………………………………………………วัฒนธรรม หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอกงามที่มนุษย์สร้างขึ้น สะสม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและถ่ายทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน มนุษย์ใช้วัฒนธรรมเป็นแบบแผนในการดำเนินชีวิตประเพณี หมายถึง ความประพฤติของคนกลุ่มหนึ่งที่นิยมปฎิบัติยึดถือกันมานานตามความเชื่อความศรัทธาที่กลุ่มของตนมีอยู่ จนกลายเป็นแบบอย่างความคิดหรือการกระทำที่สืบต่อกันมา ธรรมชาติของมนุษย์มีความรักตัวกลัวในสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้ตนเองเดือดร้อน ประกอบกับความไม่รู้ในปรากฎการณ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดศรัทธาความเชื่อในสิ่งต่าง ๆที่คิดว่าจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้เกิดความสุข ความปลอดภัย สังคมชุมชนวัดประตูป่าก็เช่นกัน ได้มีความศรัทธาความเชื่อที่ยึดถือกันมาแต่ช้านาน ดังนี้1. ความเชื่อทางพุทธศาสนา ได้แก่ ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ความเชื่อในนรกสวรรค์ ความเชื่อเรื่องการพลัดพราก ความเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาส ความเชื่อเรื่องอานิสงส์ผลบุญ 2. ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ได้แก่ การใช้ไสยศาสตร์ การใช้เวทมนต์คาถา ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภูตผีปีศาจ เทพยดา ยักษ์ ความเชื่อเรื่องของวิเศษ ความเชื่อเกี่ยวกับเสนียดจัญไรและอาถรรพณ์3. ความเชื่อทางโหราศาสตร์ ได้แก่ ความเชื่อเรื่องฤกษ์ยาม ความเชื่อในเรื่องโชคชะตา ความเชื่อในเรื่องความฝันจากความเชื่อความศรัทธาดังกล่าวทำให้เกิดการนำมาซึ่งการยึดถือประพฤติปฏิบัติ เป็นระเบียบกฎเกณฑ์ ทั้งในด้านสิ่งที่เป็นข้อห้าม เรียกว่า “บ่ดีเยียะ บ่ดีทำ หากขืนทำมักจะขึด” และสิ่งที่ควรปฏิบัติหากเพิกเฉยละเลย เรียกว่า “ละฮีตพ่อฮอยแม่” สิ่งที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมานี้เรียกว่าขนบธรรมเนียมประเพณีหากมีการฝ่าฝืนหรือทำไม่ถูกต้องถือว่าเป็นความผิด จะนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว เช่น ผิดผี ผิดฮีต ผิดป่า ผิดบ้าน ผิดเมือง ผิดครู ผิดคลอง ผิดกฎ ผิดอาญา ขนบธรรมเนียมประเพณีในชุมชนวัดประตูป่าจำแนกได้ 3 ประเภท ได้แก่ ประเพณีสิบสองเดือนของล้านนาไทย ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต และประเพณีพิเศษ ซึ่งประเพณีเหล่านี้บางอย่างก็ได้วิวัฒนาการและพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลของสภาพสิ่งแวดล้อมทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สรุปได้ดังนี้ประเพณีสิบสองเดือนของล้านนาไทย ได้แก่ประเพณีเดือนเกี๋ยง (เดือน 1) ได้แก่- ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ- ประเพณีทานผ้าวสา- ประเพณีการถวายกฐิน- ประเพณีทอดผ้าป่าประเพณีเดือนยี่ (เดือน 2) ได้แก่- ประเพณีเดือนยี่- ประเพณีลอยโขมด (ปัจจุบันไม่นิยมปฏิบัติ)- ประเพณียี่เป็งประเพณีเดือน 3 ได้แก่- ประเพณีสู่ขวัญข้าวประเพณีเดือน 4 ได้แก่- ประเพณีตานข้าวจี่ข้าวหลาม (ปัจจุบันไม่นิยมปฏิบัติ)- ประเพณีตานข้าวใหม่- ประเพณีถวายข้าวมธุปายาสประเพณีเดือน 5 ได้แก่- ประเพณีมาฆบูชา- ประเพณีปอยน้อยประเพณีเดือน 6 ได้แก่- ประเพณีปอยหลวง (บางครั้งก็ปฏิบัติในเดือนอื่นที่เหมาะสม)
ประเพณีเดือน 7 ได้แก่- ประเพณีปีใหม่เมือง- ประเพณีสืบชะตาประเพณีเดือน 8 ได้แก่- ประเพณีขึ้นพระธาตุ (สรงน้ำธาตุ)ประเพณีเดือน 9 ได้แก่- ประเพณีเลี้ยงผีปู่ย่าตายาย- ประเพณีฟ้อนผีประเพณีเดือน 10 ได้แก่- ประเพณีแฮกนา- ประเพณีเข้าพรรษา- ประเพณีถวายถวายผ้าอาบน้ำฝน- ประเพณีถวายเทียนเข้าพรรษา- ประเพณีตานขันข้าว- ประเพณีนอนวัดจำศีลประเพณีเดือน 11 ได้แก่- ประเพณีการฟังเทศน์ ฟังธรรม (ในพรรษา)- ประเพณีบูชาปุมต๊าง แม่โพสพและจตุโลกบาล (ปัจจุบันไม่มีการปฏิบัติเพราะไม่มีการทำนาในหมู่บ้าน)- ประเพณีสู่ขวัญควาย (ปัจจุบันไม่มีการปฏิบัติเพราะไม่มีการใช้วัวควายทำนา)ประเพณีเดือน 12 ได้แก่- ประเพณีจาคะข้าว คนเฒ่าจำศีล- ประเพณีอุทิศส่วนบุญหาผู้ตาย- ประเพณีตานสลากย้อม สลากขี้ปุ๋ม สลากควายประเพณีที่เกี่ยวกับชีวิต เป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนในชุมชนตั้งแต่เกิดจนตาย ได้แก่- ประเพณีเกี่ยวกับการเกิด นับว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตของมนุษย์ผู้เป็นบิดามารดาต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เป็นบรรทัดฐานของสังคม สำหรับประเพณีเกี่ยวกับการเกิดของผู้คนในชุมชนวัดประตูป่าซึ่งปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างช้านาน ได้แก่ ความเชื่อและห้ามหญิงมีครรภ์ คนแพ้ท้อง การเจ็บท้องใกล้คลอด ตอนคลอดลูก การตัดสายสะดือ การอาบน้ำเด็ก การร่อนกระด้ง การอยู่เดือน (อยู่ไฟ) การใช้สมุนไพร การแต่งตัวของแม่ลูกอ่อน อาหารการกินของแม่ลูกอ่อน (แม่กำเดือน) การขอขมาสามี การนอนอู่ การตั้งชื่อเด็ก การอบรมสั่งสอนลูกหลาน บางประเพณีพิธีกรรมก็ไม่มีการปฏิบัติสืบทอดในปัจจุบันเนื่องจากไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโยยี- ประเพณีเกี่ยวกับการกิ๋นแขกแต่งงาน (เอาผัวเอาเมีย) เป็นประเพณีที่เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของชายหญิง ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ชายหญิงขึ้นสู่วัยหนุ่มสาว เช่น ประเพณีอู้บ่าวอู้สาว การเรียกชื่อชายหญิงที่แตกหน้าบ่าวหน้าสาว ประเพณีการอยู่นอก ประเพณีการผิดผีและใส่ผี ประเพณีกิ๋นแขกแต่งงานมีอยู่ 3 วิธี คือแต่งงานแบบผิดผี แต่งงานแบบสู่ขอ แต่งงานของเจ้านาย แต่ละวิธีก็มีรายละเอียดขั้นตอนปลีกย่อยเหมือนกันและแตกต่างกันไป ประเพณีการแต่งงานปัจจุบันได้พัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างชาติ- ประเพณีปลูกเรือนใหม่ การครองเรือนของคนในชุมชนวัดประตูป่าตามประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ช้านาน เมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้วคู่สามีภรรยามักจะอาศัยอยู่กับบิดามารดาประมาณ 3 ปี จากนั้นก็จะนิยมลงไปตั้งบ้านเรือนใหม่ ที่เรียกว่า “ไปปักซั้งตั้งกิ๋น” ซึ่งก็จะมีประเพณีพิธีกรรมในเรื่องนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล เช่น การหาโศลกสำหรับการสร้างบ้านเรือน การออกแบบเรือนรูปแบบต่าง ๆ เช่น เรือนหย่างหรือตูบหย่าง (ตูบหมาแหงน ตูบหน้อย ตูบหย่าง เฮือนหย่าง ห้างนา ห้างโต่ง ) เรือนไม้จริงหรือเรือนพื้นแป้นฝาแป้น (เรือนกาแล เรือนทรงปั้นหยา เรือนแบบทรงมนิลา เรือนแบบทรงบังกาโล เรือนแบบสมัยใหม่) พิธีป็กเสาเรือนและฝังเสามงคล พิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธีการถอนและการขึ้นท้าวทั้งสี่ ประเพณีการฟังซอและการฮ่ำเฮือนใหม่ เป็นต้น- ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับคนเจ็บคนป่วย เช่น ประเพณีการไปเยี่ยมเยียนคนป่วย ประเพณีตานธรรมมหาวิบาก ประเพณีตานขัว (สะพาน) ประเพณีบอกหนทาง ประเพณีสูดก๋วมเป็นประเพณีทางไสยศาสตร์ที่ปนกับทางพระพุทธศาสนา เป็นการสวดพระพุทธมนต์ครอบผู้ป่วยเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจ ขจัดโรคภัยและทุพภิกภัยปัจจุบันไม่นิยม - ประเพณีเกี่ยวข้องกับงานศพ เช่น การอาบน้ำศพ (สะสางล้างซ่วย) ตั้งขันสล่าทำศพ การเอาศพไว้ตรงขื่อ เครื่องสักการะบูชาศพ การไปช่วยงานศพ การทานขันข้าว การเทศน์ การสวด การใส่ปราสาทเรือนศพ การเผาศพในป่าช้า เป็นต้น ประเพณีพิเศษเป็นประเพณีที่ที่ประพฤติปฏิบัติได้ทุกฤดูกาล สามารถจัดได้ทุกโอกาสที่เหมาะสม เช่น- ประเพณีสู่ข้าวเอาขวัญ (ฮ้องขวัญ บายศรีสู่ขวัญ เฮียกขวัญ) เป็นประเพณีมงคลที่ต้องการให้ผู้ถูกกระทำเกิดความสุข ความสามัคคี เพราะขวัญได้รับการผูกไว้ไม่ให้หนีไปไหน คนที่มีขวัญอยู่ในตัวย่อมเป็นคนมีขวัญดีมีสภาพจิตใจสมบูรณ์ ประเพณีนี้ในชุมชนวัดประตูป่านิยมกระทำในโอกาสต่าง ๆ เช่น ทำแก่อาคันตุกะผู้มาเยี่ยมเยียน ทำแก่ผู้ที่จะเดินทางไกลไปต่างแดน ทำแก่ผู้เดินทางมาถึง ทำแก่ผู้กำลังเจ็บป่วย ทำแก่ผู้ได้รับการเลื่อนยศตำแหน่ง ทำแก่ผู้บุคคลครบรอบอายุ ทำแก่ผู้ที่จะบวชในพระพุทธศาสนา ทำแก่ผู้ที่จะทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ ทำแก่คู่สมรส และตลอดจนสัตว์เลี้ยงใช้งาน เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็นต้น - ประเพณีขันโตก เป็นประเพณีการจัดงานเลี้ยงอาหารต้อนรับแขกในโอกาสต่าง ๆ เช่น ต้อนรับกฐิน ผ้าป่า ที่มาทอดที่วัดประตูป่า ส่วนใหญ่จะเป็นมื้อเย็น- ประเพณีไหว้ครู เป็นการรำลึกถึงพระคุณ การแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวฑิตา และการขอขมาอภัย ต่อผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ในด้านต่าง ๆ ในชุมชน เช่น พิธีไหว้ครู พิธีการขึ้นครู พิธี การโยงครู พิธีการฟายครู พิธีการเลี้ยงผีครู พิธีการแบ่งครู พิธีการเรียกครู พิธีการเชิญครู พิธีการดำหัวครู ซึ่งในแต่ละประเพณีก็จะมีรายละเอียดพิธีกรรมเหมือนกันหรือแตกต่างกันไป- ประเพณีสูดก๋วม เป็นพิธีทางไสยศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาเป็นพิธีสวดพระพุทธมนต์ครอบคนเจ็บป่วยเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจที่สิงสถิตในผู้ป่วย ปัจจุบันประเพณีนี้หาดูได้ยากเพราะความเจริญของโลกและบ้านเมืองทำให้พิธีการเหล่านี้เป็นสิ่งไร้สาระ- พิธีส่งเคราะห์ เป็นพิธีการส่งแถนแบบหนึ่ง จะทำเมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดแก่บุคคลในครอบครัว- ประเพณีทานแทน เป็นการทำบุญทดแทน ชดใช้หรือตอบแทนจากการนำเอาข้าวของเครื่องใช้ในวัดไปใช้แล้วเกิดการชำรุดหรือสูญหาย

No comments: